อักษรวิ่ง

WDC4Group รับให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงิน

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562

30. ช็อปปิ้งวันนี้ ใช้หนี้อีกกี่ปี?

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และข้อความ

#ของมันต้องมี จริงหรือ???
ช็อปปิ้งคือความสุขอย่างหนึ่งครับ คล้ายกิจกรรมคลายเครียดของบางคน เครียดเมื่อไหร่ต้องขอไปช็อปหน่อย
ยิ่งโดยเฉพาะช่วงSale ป้ายแดงๆ ทั้งห้าง หลายคนโดนสะกดจิต!สติเริ่มไม่มี รู้ตัวอีกที สตางค์หายไปแล้ว
พอหิ้วถุงกลับถึงบ้าน ถึงกับต้องอุทานกับตัวเอง 
#นี่ทำอะไรลงไป เงินหายไปไม่พอ มีหนี้อีกก้อนเบอเร้อ เพราะรูดจนคลายเครียดสมใจ ตาสว่างอีกทีก็เครียดหนักกว่าเดิม!
ใครเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ แสดงว่าคุณไม่ค่อยได้ถาม
ตัวเองว่าสิ่งที่กำลังจะซื้อนั้น มันเป็นNeed หรือแค่Want? มันเป็นความจำเป็นที่คุณต้องมี หรือ คุณแค่ต้องการเพื่อสนอง "ความอยาก"แค่นั้น
คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยประเมินตนเองก่อนซื้อของ รู้แต่อยากได้ แล้วก็ตอบตัวเองไปว่า #ก็ของมันต้องมี ทุกที แล้วหายนะก็ตามมาทุกครั้ง
#ผมอยากให้คุณลองเช็คตัวเองแบบนี้สักนิด ก่อนคิดจะช็อปปิ้งนะครับ
ถ้าวันนี้คุณมีทุกอย่าง แต่...
* ยังใช้หนี้ไม่หมด ดอกเบี้ยก็ยังเดินไม่หยุด!
* เงินออมยามฉุกเฉิน ก็ยังไม่มี!
* ประกันชีวิต-อุบัติเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงยามฉุกเฉิน ทั้งของตัวเองและคนที่คุณต้องดูแล ก็ยังไม่มี!
* การลงทุนเพื่อให้เงินคุณงอกเงยขึ้น ก็ยังไม่มี!
* แผนเกษียณในวันข้างหน้า ยามที่คุณหาเงินไม่ไหว แต่ยังไม่ยอมตา่ย ก็ยังไม่มี!
ถ้าทุกข้อที่ผมว่ามา คุณ "โดน" ทุกข้อ ผมว่าคุณต้องหยุดการช็อปปิ้งไว้สักนิด แล้วมาโฟกัสกับList ที่ผมให้กันเถอะครับ ทุกข้อที่ผมให้คุณเช็ค คือสิ่งที่คุณต้องทำและต้องมี ให้ชีวิตตัวเองครับ
นี่แหละครับ คือคำว่า #ของที่มันต้องมี อย่างแท้จริง!!
ถ้าวันนี้คุณเป็นคนที่มีรายได้ (หลายทางด้วยนะครับ) และมากเพียงพอ แล้ว มีการบริหารจัดการเงินได้อย่างครบถ้วนรอบด้านหมดแล้ว ก็ยังมีเงินเหลือๆ คุณจะช็อปจนหมดห้างก็ไม่มีใครว่าครับ
แต่ถ้าวันนี้ตรวจสอบแล้วพบว่า ยังมีรอยรั่วของชีวิตเต็มไปหมด ก็อดเปรี้ยวไว้กินหวานก่อนนะครับ เคลียร์ตัวเองให้ชีวิตมั่นคงก่อน การช็อปปิ้งไม่ใช่เรื่องผิด
#แต่ถ้าช็อปจนชีวิตติดลบ #อันนี้ผิดครับ
- ฝากไว้ให้คิดครับ -

• บทความโดย คุณมงคล ลุสัมฤทธิ์ • CEO of WDC Group
Website: www.wdcgroup.co.th
Line@: http://line.me/ti/p/%40wealthdesigner

#WDCgroup
#WealthDesigner
#OurTouchForTheBetterLife
#ทุกชีวิตที่เราสัมผัสจะต้องดีขึ้น

29. จะขึ้นคานทั้งที ต้องมีเงินเท่าไหร่?

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป, หมวก, ข้อความ, สถานที่กลางแจ้ง และน้ำ

จะแต่งงานกัน ยังต้องวางแผนล่วงหน้า  แล้วถ้าจะขึ้นคานล่ะ จะวางแผนยังไง?

      โพสนี้แด่คนที่เตรียมขึ้นคานโดยเฉพาะครับ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าต้อง "เตรียมตัว" กันพอสมควร ทั้งหญิง ทั้งชาย มาเข้าเรื่องกันเลยครับ
#จะขึ้นคานทั้งทีมีเงินออมหรือยัง
ถ้ามีแล้ว ผมก็ยินดีด้วย แต่ต้องยอมรับว่าหลายคนวันนี้ยังไม่มีเงินออมด้วยซ้ำครับ เราต้องกลับมาจุดแรกเลยคือวันนี้คุณมีหนี้สินมากแค่ไหน? อย่าคิดว่าตัวคนเดียว จะใช้เท่าไหร่ก็ได้ "ยิ่งจะโสด ภาระต้องยิ่งน้อยนะครับ" เพราะชีวิตคุณคือไม้แรกและไม้เดียว ไม่มีไม้สำรองมาช่วยตอนแก่ อย่าประมาทเด็ดขาด เช็คหนี้ด่วน!
#เริ่มต้นยังไงให้คานแข็งแรง
จริงอยู่ว่าชีวิตโสด เราไม่ต้องมีภาระจากการแต่งงาน ค่าเลี้ยงดู ค่าเล่าเรียนลูก แต่เราก็จะมีภาระตามวิถีของคนโสดนั่นละครับ ซึ่งก็ต้องเตรียมคิดในหลายๆประเด็น ทั้งเรื่องเงินออม เรื่องสุขภาพ เรื่องความเป็นอยู่ในอนาคต เช่น ยามแก่จะอยู่อย่างไร มีบ้านแต่อยู่คนเดียว ใครจะดูแล? ต้องจ้างคนมาดูแลหรือไม่? หรือจะอยู่เนิร์สซิ่งโฮมดี? ซึ่งทุกอย่างล้วนมีค่าใช้จ่ายครับ แต่เดี๋ยวอธิบายทั้งหมดจะตกใจกันจนหงายหลัง
วันนี้ผมขอคัดมาแค่ 4 ข้อต้องรู้ก่อนดีกว่า ให้ลองพิจารณากันเบื้องต้นว่าคุณรู้กันบ้างแล้วหรือยัง?
#1รู้ว่าตัวเองจะใช้เงินเท่าไหร่? ในวันที่หาเงินไม่ไหวแล้ว สมมุติว่าคุณจะเกษียณอายุ 60 และคิดว่าจะมีอายุต่อไปเล่นๆอีกซัก 20ปี (คือ240เดือน) ถึงตอนนั้นเอาเงินจากไหนใช้ดีครับ ? ง่ายๆคือ ลองดูจากรายจ่ายปัจจุบันครับ ว่าคุณมีรายจ่าย/ด. ที่ต้องกินต้องใช้เท่าไหร่ เช่นวันนี้คุณกินใช้ 30,000/เดือน x 240เดือน (คือช่วง20ปีหลังเกษียณ) = 7,200,000 บาท
นี่คือจำนวนคร่าวๆ ที่คุณต้องเตรียมสำหรับรายจ่ายประจำเดือนช่วงหลังเกษียณ ยังไม่รวมเงินเฟ้ออีกประมาณ3%ต่อปีนะครับ ถ้าเอาเงินเฟ้อเข้าไปคิด อย่างตอนนี้อายุ40 จะเก​ษียณ60 เคสนี้ต้องเตรียมเพิ่มเป็น 13,004,001 บาท!!! (ยังไม่เผื่อหลังเกษียณอยู่นานกว่า 20ปีนะ )
#2รู้ว่าจะเกิดค่าใช้จ่ายอะไรในอนาคต สิ่งที่คนโสด (จริงๆคือทุกคนแหละครับ) ต้องมีเพิ่มเติมนอกจากเงินข้างต้นแล้ว คุณต้องมองถึงอนาคตด้วยครับ การหาหลักประกันต่างๆให้ตัวเอง จึงขาดไม่ได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้น ต่อให้คุณหาเงินในข้อ1.มาได้ ก็อาจจะหมดไปในยามคุณป่วยแค่ครั้งเดียว กรณีนี้ "ประกัน" ถือเป็นไม้สองที่มาช่วยคุณได้ครับ
การโอนย้ายความเสี่ยงเป็นสิ่งที่ควรให้น้ำหนักเป็นอย่างแรกครับ ลองหาแบบประกันที่ครอบคลุมที่สุด เท่าที่วันนี้คุณจ่ายไหว เพื่อที่ในวันข้างหน้าคุณจะรักษาตัวเองได้ อย่างสบายใจ และไม่เป็นภาระคนอื่นๆ โอนย้ายความเสี่ยงออกไปครับ และ รีบทำเสียในวันที่ยัง "ทำได้"
#3รู้ว่าจะส่งเงินไปทำงานยังไง? แบ่งเงินออมบางส่วนให้มันออกมาทำงานครับ อย่าให้เงินนอนเฉยๆ ลองหาวิธีการลงทุนแบบต่างๆ เช่นหุ้นพื้นฐานดี มีเงินปันผล หรือ กองทุนรวมต่างๆ ที่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อในอนาคตได้ และ ทำให้มันงอกเงยมากขึ้นเรื่อยๆ ในข้อนี้ยิ่งทำเร็ว ยิ่งดีครับ เงื่อนไขของการลงทุนที่สำคัญคือ "เวลา" ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งใช้เงินน้อย มีเวลาเติบโตมากกว่า ไม่งั้นมันจะไม่ทันตัวเลขตามข้อ 1ที่ว่ามานะครับ
#4รู้ทันสุขภาพร่างกายตัวเอง ข้อนี้เหมือนจะไม่สำคัญ แต่คนโสดทั้งหลายครับ ร่างกายคุณ คุณดูแลเอง100% และเราก็ "เร่ง" ให้มันแข็งแรงไม่ได้นะครับ สุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ คุณจะนอนโสดบนคานหรูๆ มีเงิน มีอิสระ หรือ จะโสดแบบนอนร่างพังในรพ.อันนี้ก็น่าคิดนะครับ ยิ่งร่างกายดี ภาระค่าใช้จ่ายก็จะน้อยลงนะครับ
วันนี้เอาแค่ 4ข้อนี้ก่อนครับ ที่ผมคิดว่า ถ้าคุณรู้และเตรียมตัวไว้ได้แต่เนิ่นๆ ก็ถือว่าสบายใจไปได้ระดับหนึ่งครับ ชีวิตโสดจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลย ถ้าโสดแล้วสุขภาพดี แฮปปี้ยิ้มได้ หมดห่วงเรื่องเงิน ไม่แก่ไปเป็นภาระใคร
แบบนี้แหละครับ ที่เรียกว่า #โสดอย่างมีคุณภาพ
จะโสดทั้งทีต้องโสดให้แฮปปี้ จนคนมีคู่อิจฉานะครับ

• บทความโดย คุณมงคล ลุสัมฤทธิ์ • CEO of WDC Group
Website: www.wdcgroup.co.th
Line@: http://line.me/ti/p/%40wealthdesigner

#WDCgroup
#WealthDesigner
#OurTouchForTheBetterLife
#ทุกชีวิตที่เราสัมผัสจะต้องดีขึ้น

28. "รู้ว่าเสี่ยง...แต่คงต้องขอลอง!!" ความเสี่ยงของแต่ละผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
"รู้ว่าเสี่ยง...แต่คงต้องขอลอง!!" 
.
.
เชื่อว่าหลายคนที่อยากจะลงทุน แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะลงทุนอะไร?
.
      การลงทุนแต่ล่ะแบบมีความเสี่ยงแค่ไหน อยากให้ชาว aomMoney ลองศึกษาข้อมูลเริ่มจากต้องรู้ก่อนว่า ความเสี่ยงคือโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดไปจากแผน, ความเสียหาย, การรั่วไหล, ความสูญเปล่า หรือเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ที่อาจเข้ามากระทบทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายในทิศทางที่ต่างกัน

.
ขอสรุปลำดับความเสี่ยงการลงทุนแต่ละแบบ โดยภาพนี้จะสามารถช่วยไกด์คร่าว ๆ เห็นภาพกว้าง แต่ก็ไม่ได้บ่งบอกว่าใครควรจะลงทุนแบบไหน 100% นะครับ เนื่องจากแต่ละท่านเองก็จะมีความเสี่ยงทางการเงินและภาระในการดำรงชีวิตของตัวเองอยู่ จึงควรวางแผนทางการเงินของตัวเองให้เหมาะสมก่อนตัดสินใจการลงทุนทุกครั้งครับ
.
1. เงินฝากและประกันชีวิต
.
1.1 เงินฝาก เป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำที่สุด เราเพียงนำไปฝากไว้ธนาคารเราจะได้ดอกเบี้ยเงินฝาก ผลตอบแทนเลยไม่ได้สูงอะไร แต่อย่างน้อยการฝากเงินในธนาคารโอกาสที่มันจะหายไปก็น้อยกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ
.
1.2 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ก็เป็นการออมรูปแบบหนึ่งแบบคุ้มครองความเสี่ยงเมื่อถึงครบกำหนดเราก็จะได้เงินคืนพร้อมผลตอบแทนตามสัญญา และถึงแม้ประกันชีวิตมีความเสี่ยงอยู่ในระดับเดียวกับเงินฝาก แต่ขอแก้ไขข้อมูลในภาพนะครับว่าสภาพคล่องของประกันชิวิตจะต่ำกว่าเงินฝาก เพราะผู้ทำประกันจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยตามงวดการชำระเบี้ยประกันภัยที่กำหนดไว้ ไม่เช่นนั้นกรมธรรม์ที่ทำไว้จะสิ้นผลบังคับทันที และหากเรายกเลิกสัญญาประกันชีวิตก่อนครบกำหนดสัญญา ก็จะไม่ได้รับเงินที่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยคืนเต็มจำนวนครับ
.
2. ตราสารหนี้ เป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ความเสี่ยงสูงขึ้นอีกหน่อย มันคือการที่เราเป็นเจ้าหนี้ เหมือนมีคนมาขอยืมเงินเราไปแล้วสัญญาว่าจะมาคืนให้พร้อมดอกเบี้ยในอนาคต เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, ตั๋วเงินคลัง
.
3. กองทุนรวม นำเงินจากนักลงทุนมามารวมกันเพื่อไปลงทุนตามนโยบายของกองทุนนั้น ๆ และจะได้ผลตอบแทนเป็นเงินปันผลตามสัดส่วนที่ลงทุนไป กองทุนรวมเป็นการนำเงินของพวกเรามารวมกันเพื่อนำไปลงทุนตามนโยบายของกองทุนนั้น ๆ เมื่อเราลงทุนในกองทุนรวมแล้วเราสามารถได้รับเงินปันผลหรือส่วนต่างของราคาหน่วยลงทุนตามผลประกอบการของกองทุน เหมาะสมกับผู้ที่ไม่มีเวลาในการจัดการการลงทุนด้วยตัวเอง เพราะสามารถการจัดการและตัดสินใจบนความเสี่ยงได้หลางอย่าง จากความสามารถของผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพด้านการลงทุน
.
4. ตราสารทุน หรือ หุ้น เป็นการนำเงินไปลงทุนในกิจการเพื่อร่วมเป็นเจ้าของในธุรกิจหรือบริษัทนั้น ๆ การเป็นเจ้าของมีความเสี่ยงสูง เพราะค่าตอบแทนจะได้ในรูปแบบเงินปันผลและส่วนต่างราคาหุ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับกำไร/ผลประกอบการของบริษัท
.
5. ตราสารอนุพันธ์ เป็นตราสารที่ใช้ของอ้างอิงราคา เช่น อ้างอิงจากดัชนีหลักทรัพย์, ราคาข้าว, ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ เพราะฉะนั้นถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของราคาอ้างอิง ราคาของอนุพันธ์ก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยนักลงทุนต้องมอนิเตอร์ราคารายนาทีว่าทำกำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหนแล้ว
.
     โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ ทุกอย่างมีความเสี่ยง เมื่อเรารู้ว่าความเสี่ยงเป็นอย่างไร เราต้องเรียนรู้ที่จะจัดการและรับมือความเสี่ยงให้เหมาะสมด้วย aomMoney เชื่อว่าทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ ภายใต้เงื่อนไขที่คุ้นหูกันดี คือ “การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”
.
*หมายเหตุ* สภาพคล่องของประกันชีวิตจะน้อยกว่าเงินฝากนะครับ เพราะว่ามีระยะเวลาในเรื่องของส่งจนครบกำหนด ในภาพประกอบข้างล่างข้อมูลทางเราได้ผิดพลาด ใส่สภาพคล่อง 5 ดาว ที่ประกัน ขออภัยด้วยครับ
.
.
เรียบเรียงในแบบ #aomMONEY
.
ขอบคุณข้อมูลจาก
หนังสือ รวยด้วยเงินออมใครก็ทำได้ โดย อภินิหารเงินออม
.
ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
ส่งตรงข่าวสาร Line@ : @aommoney
จัดเต็มเนื้อหา Website : www.aomMONEY.com
ดูเพลิดเพลิน Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

27. รู้เท่าทัน...ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวม


ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
กองทุนรวม (Mutual Fund) คือ การระดมเงินลงทุนจากคนจำนวนมากและนำไปจดทะเบียนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล เพื่อตั้งเป็น กองทุนขึ้นมา โดยเงินที่ได้รับนั้นจะมี “ผู้จัดการกองทุน” ที่เป็นมืออาชีพ นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของแต่ละกองทุน ให้ได้รับผลตอบแทนที่งอกเงย แล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้ลงทุนแต่ละรายตามสัดส่วนที่ลงทุนไป
ดังนั้น การลงทุนในกองทุนรวมจึงทำให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่งครับว่ามี “ผู้เชี่ยวชาญ” คอยบริหารเงินให้เรา อีกทั้งยังใช้เงินลงทุนไม่มาก เริ่มต้นได้ตั้งแต่หลักร้อยบาทขึ้นไป ก็สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างความมั่งคั่งได้แล้วครับ
อย่างไรก็ตาม แม้กองทุนรวมจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเงินลงทุนให้ แต่ #กองทุนรวมก็ยังคงมีความเสี่ยง เช่นเดียวกับการลงทุนทั่วไป ซึ่งกองทุนรวมจะมีความเสี่ยงในรูปแบบเดียวกับหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่กองทุนรวมนั้นๆ นำเงินไปลงทุน ยิ่งลงทุนในหลักทรัพย์ หรือทรัพย์สินหลายประเภท ก็ย่อมที่จะมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องหลากหลายกว่า
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

ทั้งนี้ เราสามารถดูผลการดำเนินงานของกองทุนรวมได้จาก มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV) ซึ่งก็คือ มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนรวม หักออกด้วยค่าใช้จ่ายและหนี้สินของกองทุนรวมนั้น โดยปกติแล้วจะทำการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนตามราคาตลาด (Mark to Market) ในแต่ละวัน เพื่อให้สะท้อนถึงมูลค่าที่เป็นจริงตามสภาวะตลาดที่ได้เปลี่ยนแปลงไปครับ
สำหรับท่านใดทีไม่เวลา และ ยังไม่มีความรู้มากพอที่จะลงทุนเองกับหุ้นรายตั้ง กองทุนรวมเป็นการลงทุนอีกประเภทหนึ่งที่น่าสนใจมากๆครับ

Cr:รูปภาพประกอบ และ ข้อมูลประกอบจาก ตลากหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ

26. "ออมเงิน" อย่างไร...ให้ออมได้ตลอดรอดฝั่ง

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และข้อความ
#5ขั้นตอนการออมให้สำเร็จ
รู้หรือไม่ครับ วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันออมแห่งชาติ"ครับ ผมจึงขอถือโอกาสนี้ให้คำแนะนำ ในเรื่องการออมสักเล็กน้อย
บ่อยครั้งที่ผมได้รับคำถามจากหลายช่องทางว่า จะออมอย่างไรให้สามารถทำได้ไปตลอด เพราะทำทีไร ล้มเหลวทุกที ผมขอแนะนำเป็น 5 ข้อง่ายๆแบบนี้ครับ
1. #เลิกอ้าง ข้อแรกที่สำคัญเลยครับ ถ้าวันนี้คุณยังมีข้ออ้างเยอะไม่ว่าจะเป็น รายได้น้อย หนี้สินมาก แค่ที่ใช้จ่ายก็ไม่พอแล้วฯลฯ คุณกำลังหาข้ออ้างให้ตัวเองแล้วครับ
ผมเห็นหลายคนบอกว่าลำพังเงินที่มีก็ใช้แทบไม่พอแล้ว แต่พอไปตรวจสอบการใช้เงินพบกว่าวิถีชีวิตไม่สอดคร้องกับเงินในกระเป๋าเอาเสียเลย ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สังสรรค์บ่อยครั้ง ติดกาแฟ(แพง) ติดบุหรี่ เหล้าเบียร์ฯลฯ พวกนี้ถ้าคุณไม่ลดลงบ้าง หรือยังไม่หารายได้เพิ่ม คุณก็จะจมอยู่กับข้ออ้างว่า เงินที่มียังไม่พอใช้ไปตลอดชีวิตนั่นแหละครับ #ข้อแรกเลิกอ้างครับ!
2.#เป้าหมายต้องชัดเจน ถ้าชัดเจนในใจ ยังไม่หนักแน่นพอ เขียนแปะไปเลยครับ หากระปุกมาหลายๆ ใบ แล้วเขียนเป้าหมายการเก็บเงินของแต่ละกระปุก มาแปะไว้ให้ชัดๆ เช่น สำหรับเที่ยวปีใหม่, ซื้อโทรศัพท์ใหม่, ออมไว้ลงทุนต่อ ฯลฯ
คุณอาจจะแบ่งหยอด วันละ 10-20 บาทต่อกระปุก หรือเก็บแบงค์50แบบที่นิยมกันก็ได้ หยอดโดยแบ่งจากจำนวนเงินที่เหลือใช้รายวัน รายสัปดาห์ก็ได้ ทีนี้คุณจะเริ่มเห็นเงินสะสมเพื่อใช้ซื้อโน่นนี่ที่อยากได้ และเป็นการสร้างวินัยไปในตัว
#แต่สำคัญและดีมากคือ เมื่อคุณได้จำนวนเงินตามเป้าหมายแล้ว เช่น 40,000.- เพื่อไอโฟนเครื่องใหม่ แต่พอคุณเก็บได้แล้ว คุณอาจจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อ เพราะเสียดายเงิน ก็กลายเป็นคุณมีเงินออมเหลือในมือให้อุ่นใจเพิ่มขึ้นด้วยครับ
3. #ตั้งลิมิทการใช้เงินต่อวันหรือสัปดาห์ สังเกตมั้ยครับ สมัยเด็กๆ พ่อแม่เราอาจจะให้เงินเป็นรายวัน/สัปดาห์ ทำให้เราต้องบริหารเงินให้อยู่รอดให้ได้ แต่พอโตมาเรามีเงินเดือน มีรายได้ แต่ทำไมบริหารไม่ค่อยได้สักที?
เพราะเราหาเงินเองไงครับ และยิ่งเป็นมนุษย์เงินเดือน เรารู้ว่าสิ้นเดือนเงินเดือนก็ออกใหม่ แถมยังมีบัตรเครดิตต่างๆ ให้เอาเงินในอนาคตมาใช้ได้อีก เราจึงขาดวินัยจนเคยตัว
ลองตั้งลิมิทให้ตัวเองดูครับ อาทิตย์หนึ่งจะใช้เงินเท่าไหร่ 2-3พัน เอาอยู่มั้ย เอาให้พอดีๆนะครับ ไม่ใช่เผื่อฟุ่มเฟือยอยู่ พอตั้งลิมิทแล้ว "พกแค่นั้นครับ" บัตรเครดิต บัตรเงินสด บัญชีพร้อมถอนต่างๆ เอาเก็บไว้บ้าน อย่างน้อยเวลากิเลสมา คุณก็เอามันมาใช้ไม่ได้ในทันที ให้เวลาได้มีสติครับ
4.#ลดค่าใช้จ่าย สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการออม คือการตรวจสอบค่าใช้จ่ายตัวเองดูด้วยครับว่าแต่ละวันที่คุณใช้จ่ายไป มีตรงไหนปรับลดได้ แล้วชีวิตจะดีขึ้นบ้าง หลายคนติดกับดักว่า "วันละนิด วันละหน่อย ไม่เป็นไร" ลองเอามาคำนวนดูแล้ว ผมเห็นตกใจกันทุกคน กาแฟแพงวันละแก้ว แก้วละ120.- กินทั้งเดือน รวมแล้ว 3,600.- บาท!!! ถ้าเลิกไม่ได้ ลองเปลี่ยนยี่ห้อที่ราคาลงครึ่งนึงดีมั้ยครับ
หรือดื่มกับเพื่อนขำๆทุกศ-ส ครั้งละ500 ทั้งเดือนคือ8วันรวมแล้ว 4,000.-บาท ยังไม่รวมอื่นๆ แค่คุณทำแค่2อย่างที่ผมบอกมา รวมๆก็เกือบหมื่นแล้วนะครับ โฟกัสรายจ่ายดีๆ แล้วคุณจะรู้ว่าแต่ละเดือนเงินหายไปไหนหมด
5.#หารายได้เพิ่ม ข้อนี้สำคัญและจะช่วยให้การออมของคุณสำเร็จได้ไวขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเสริมเพิ่ม หรือหารายได้ในรูปแบบของการปล่อยเช่า หรือการลงทุนที่ได้รับปันผล ฯลฯ มีวิธีมากมายครับทั้งที่ลงแรงทำเอง และ ไม่ต้องลงแรง แค่คุณต้องมีความรู้มากขึ้นหน่อย ก็เปิดโอกาสการสร้างรายได้ให้ตัวเองแล้วครับ นอกจากจะมีส่วนช่วยในเรื่องของการออมเงิน ยังช่วยให้ความลดความเสี่ยงจากการมีรายได้ทางเดียวอีกด้วย
แค่เพียง 5 ข้อนี้ ถ้าคุณนำไปปฏิบัติได้อย่างมีวินัย และ สม่ำเสมอ ผมเชื่อเหลือเกินครับว่าในอนาคต คุณจะสามารถออมเงินได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างมีความสุขแน่นอนครับ
- ผมเอาใจช่วย -

• บทความโดย คุณมงคล ลุสัมฤทธิ์ • CEO of WDC Group
Website: www.wdcgroup.co.th
Line@: http://line.me/ti/p/%40wealthdesigner

#WDCgroup
#WealthDesigner
#OurTouchForTheBetterLife
#ทุกชีวิตที่เราสัมผัสจะต้องดีขึ้น

25. คุณจ่ายค่า กาแฟ ปีละเท่าไหร่?

ในภาพอาจจะมี ถ้วยกาแฟ, กาแฟ และข้อความ

คุณดื่มกาแฟกันวันละกี่แก้วครับ?
ผมเองเป็นคนดื่มประมาณวันละ1-2แก้ว ซึ่งดื่มได้หมดทุกยี่ห้อ กาแฟในประเทศไทยมีหลายราคามากครับ 55 พวกเราเคยลองคำนวนเล่นๆกันมั้ยครับ ว่าเราเสียค่ากาแฟกันเดือน-ปีละเท่าไหร่ในแต่ละยี่ห้อที่เราดื่มกัน ?
บางคนทานกาแฟแก้วละ20-25 บ. (สมัยนี้แก้วละ10-15บ. ในกทม.คงไม่ค่อยมีแล้วใช่ไหมครับ) ก็คงไม่เปลืองมาก บางยี่ห้อ 60-70 บ. ถ้าสตาร์บั๊คคือเริ่มต้นที่ประมาณ 120บ.ต่อแก้ว ซึ่งเราเคยลองคำนวนกันดูมั้ยครับ ว่าปีๆนึง #คุณเสียค่ากาแฟไปปีละเท่าไหร่?
สมมุติคุณทานกาแฟกันวันละ1แก้ว แก้วละ120บาท. เดือนนึง3,600 บาท ถ้ารายปีคือ 365วัน ×120บาท = 43,800บาท.!! ใช่ครับ 43,800 บ.เลยทีเดียว!!
นี่เป็นเรทค่ากาแฟต่ำสุดของสตาร์บั้คนะครับ ถ้าคุณดื่มเมนูอื่นๆ จะทวีคูณเข้าไปอีก เกือบ50,000แน่นอน
#ที่ผมลองให้คุณคำนวนแบบนี้เพราะอะไร?
เพราะบางคนมักบ่นว่าจะเก็บเงินแต่ละทียากเย็น, บางคนเงินแต่ละเดือนไม่พอใช้, บางคนคิดแค่ว่าวันละนิด วันละหน่อยเอง และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองอื่นๆอีก
ถ้าวันนี้คุณมีรายได้มากมายจนการจ่ายค่ากาแฟปีละเกือบ50,000 เป็นเรื่องที่สบายๆ ก็ดื่มไปเถอะครับ ไม่ผิดแปลกอะไรหรอก
แต่ถ้าวันนี้คุณยังมีรายจ่ายจำเป็นอื่นๆ รวมทั้งยังไม่มีความมั่นคงใดๆในชีวิต ทรัพย์สิน ยังไม่มีการวางแผนการเงิน ยังมีหนี้สิน ยังไม่มีประกันแม้แต่ฉบับที่จะช่วยชีวิตคุณ และ คนข้างหลังให้อยู่ได้อย่างสบายเมื่อคุณจากไป
ผมว่าคุณควรฉุกคิดซักนิดครับ ว่าเงินเกือบ50,000บ. ต่อปีก้อนนี้ คุณควรใช้มันแค่ซื้อกาแฟหรือจะซื้ออะไรดีๆให้ชีวิตคุณ
- อยู่ที่คุณเลือกนะครับ -

• บทความโดย คุณมงคล ลุสัมฤทธิ์ • CEO of WDC Group
Website: www.wdcgroup.co.th
Line@: http://line.me/ti/p/%40wealthdesigner

#WDCgroup
#WealthDesigner
#OurTouchForTheBetterLife
#ทุกชีวิตที่เราสัมผัสจะต้องดีขึ้น

24. บันทึกรายรับ-รายจ่าย ยาขม ที่ใครก็ไม่อยากทำ


คุณเป็นคนไม่ชอบ...
การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอยู่หรือเปล่าครับ?
จริงๆแล้วต้องบอกว่า การทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย ถือเป็นขั้นแรกของการเริ่มวางแผนการเงินอย่างถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควรทำอันดับแรกๆ ในการเริ่มวางแผนการเงินเลยครับ แต่ก็เป็นยาขมสำหรับหลายคนด้วย เพราะเป็นเรื่องดีๆที่ไม่ค่อยจะยอมทำกัน
ที่ผมบอกอย่างนั้นเพราะเคยสงสัยไหมครับ ว่าในแต่ละวัน บางที เราไม่ได้ซื้อของมากมาย ใช้จ่ายดูปกติ ไม่ได้ฟุ่มเฟือยหรือมีสิ่งของที่จับต้องได้ แต่...
#เงินหายไปไหนหมด
เพราะเราลืมครับ ลืมจด ลืมคำนวน การทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย จะช่วยให้คุณสะกดรอยตามเส้นทางเงินของคุณได้ ว่าไปตกหล่นอยู่กับค่าใช้จ่ายส่วนไหน?
เช่น คุณติดการดื่มกาแฟ, คุณรักการดูหนัง, คุณชอบสังสรรค์กับเพื่อนฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะเป็นกิจกรรมที่ใช้จ่ายเล็กน้อย แต่เมื่อเราเริ่มทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย ผลออกมาเป็นเดือน
รวมๆแล้ว อาจไม่น้อยนะครับ!
บัญชีรายรับรายจ่าย จึงถือแหล่งข้อมูลที่ดี ที่จะบอกเล่าถึงกิจกรรมที่คุณทำ พฤติกรรมที่คุณเป็น และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น คุณอาจจะอึ้งเมื่อได้รู้นิสัยทางการเงินของตัวเองก็ได้ครับ
เมื่อคุณสามารถสะกดรอยตามเส้นทางการเงินของตัวเองได้แล้ว คุณจะพบว่าพฤติกรรมการใช่จ่ายของคุณจะเริ่มเปลี่ยนไป เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับการใช้จ่าย และความสามารถในการหาเงิน จึงทำให้คุณสามารถจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย จึงไม่ใช่แค่ฝึกให้เรามีวินัย ละเอียดรอบคอบ ยังเป็นเครื่องมือ เปลี่ยนนิสัยเราทางอ้อมได้ด้วย และยังช่วยให้คุณกำหนดเป้าหมายในชีวิตได้ชัดเจนขึ้น
สมัยนี้มี application มากมายครับ ที่ช่วยทำให้คุณสามารถจดบันทึกรายรับ รายจ่ายได้สะดวกมากขึ้น โหลดมาใช้ตามความสะดวก และความถนัดเลยครับ
แล้วเริ่มบันทึกเสียแต่วันนี้ เชื่อผมเถอะ...
"หวานเป็นลม ขมเป็นยา"
ยาขมสำหรับแก้อาการป่วยทางการเงิน
#เริ่มที่ยาเม็ดนี้เลยครับ

• บทความโดย คุณมงคล ลุสัมฤทธิ์ • CEO of WDC Group
Website: www.wdcgroup.co.th
Line@: http://line.me/ti/p/%40wealthdesigner

#WDCgroup
#WealthDesigner
#OurTouchForTheBetterLife
#ทุกชีวิตที่เราสัมผัสจะต้องดีขึ้น